กิ๊ก ปรากฏการณ์ที่ท้าทายหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา

                                                                                                           โดย อ.ภาษิต  สุขวรรณดี

ศน.บ.,ศน.ม.(พุทธศาสนาและปรัชญา)

อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย  ในพระราชูปถัมภ์

 

กิ๊กคืออะไร ทำไมต้องกิ๊ก  ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายคำว่า "กิ๊ก" ว่าเป็นคำคุณศัพท์หรือกริยาวิเศษณ์ หมายถึงเสียงของแข็งกระทบกัน  ถ้านิยามของคำว่ากิ๊กเป็นไปอย่างที่ราชบัณฑิตยสถานนิยามไว้ก็คงไม่เป็นประเด็นที่จะต้องกล่าวถึง แต่ที่ต้องกล่าวถึงและจำเป็นที่จะต้องนำมาวิพากย์วิจารณ์  เพราะบังเอิญได้อ่านรายงานการศึกษาเชิงวิจัยเรื่อง "กิ๊ก...มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน" ของนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำโดย น.ส.ธนพร สง่าศรี น.ส.นิศารัตน์ ไกรนาม น.ส.ภาวินี บุญแก้ว น.ส.มนันยา ตันติเมธ น.ส.มยุรี ปัทม์กชกร น.ส.วีรนุช พลรวมเงิน และนายอาทิตย์ สุวรรณเกษม ที่เสนอนายอมรวิชช์ นาครทรรพ อาจารย์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ในวิชา "การศึกษาพื่อพัฒนาชุมชน"  เมื่อได้อ่านเนื้อหาของรายงานวิจัยแล้วพอจะสรุปความหมายของคำว่า "กิ๊ก" ได้ว่าเป็นนิยามรักของวัยรุ่นยุคนี้ (มากกว่าเพื่อน และน้อยกว่าแฟน)  มีเผยแพร่  ใน www.Mweb.co.th  ประจำวันที่ ๒  เดือนมีนาคม ๒๐๐๔ ซึ่งจะขอนำเสนอโดยสรุปเพื่อเป็นการทำความเข้าใจในนิยามใหม่ของคำว่า "กิ๊ก"  ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ท้าทายหลักคำสอนทางพุทธศาสนาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ดังนี้

 

ในบทนำของรายงานการวิจัย  ระบุว่า นิยามของความรักในหมู่วัยรุ่นที่เป็นมากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน มีความรู้สึกพิเศษ ผูกพันกัน คิดถึงกัน แต่ไม่ใช่แฟนกัน แล้วถ้าเพื่อนถามจะบอกว่าเขาอยู่ในฐานะไหน มีหลายคำจำกัดความของสถานะนี้มากมาย และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย ตามกาลเวลา โบราณหน่อยเรียก "เด็ก" ยุคต่อมาเรียก "โปร" ปัจจุบันคำนี้ได้รับความนิยม และติดหูขึ้นชาร์ตมากที่สุดคือ "กิ๊ก"

งานวิจัยระบุว่า เหตุที่ต้องเรียกว่า "กิ๊ก"  อาจเป็นเพราะย่อคำพูดแล้วเพี้ยนเสียงมาเรื่อยๆ คงมาจากกริยาว่า "กุ๊กกิ๊ก" แปลว่า กะหนุงกะหนิง จู๋จี๋กัน แล้วคงขี้เกียจพูดเลยย่นย่อเหลือแค่ "กิ๊ก" แต่มีคนพูดแล้วเห็นภาพชัดเจนคือ กิ๊กเหมือนอารมณ์ความรู้สึกอย่างหนึ่ง ซึ่งทุกคนฟังแล้วก็เข้าใจในสถานภาพ มีหลายคนพูดว่ากิ๊กก็คือ "ชู้" แต่จากการลงลึกถึงรากศัพท์ และคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์แล้ว กิ๊กเป็นสับเซตของชู้ และยูเนี่ยนอยู่กับการมีเพศสัมพันธ์ คือกิ๊กมีสถานะเป็นมากกว่าเพื่อน แต่ยังไม่ใช่แฟน และอาจมี หรือไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ได้

คำจำกัดความของคำว่า "กิ๊ก" คือคนที่เราใส่ใจมากกว่าเพื่อน รู้สึกพิเศษเกินเพื่อน แต่ไม่ได้คิดกับเขาแบบแฟน คือไม่รู้สึกพิศวาส ไม่อยากมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วย ไม่อยากอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า ไม่อยากอยู่บ้านเดียวกัน ไม่อยากนอนเตียงเดียวกัน แต่ถ้าเห็นหน้ากันทุกวัน คุยกันนานๆ ก็คงดี กิ๊กคือคนที่กำลังจะมาเป็นแฟน จีบๆ กันอยู่ในขั้นศึกษาดูใจ ลองคบกันแต่ไม่ผูกมัดกัน ให้อิสระ และเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ไปศึกษาผู้อื่นได้เพื่อค้นหาคนที่ใช่ และชอบจริงๆ ด้านการแสดงออกก็ทำต่อคนที่คบกันเสมือนแฟน(แต่ไม่ใช่แฟน) เหมือนคู่รัก(แต่หนักไปทางคู่ควง) คบกันแล้วมีความสุขทั้งคู่

จากการระดมความคิดของนิสิตคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ชั้นปีที่ ๓ ในหัวข้อคิดอย่างไรกับคำว่ากิ๊ก คำตอบคือ  "มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน เบื่อแฟนเลยมีกิ๊ก สนุกแก้เซ็งดี เหงา แฟนอยู่ไกลไม่ค่อยเจอกัน เป็นแฟชั่น"  นอกจากนี้งานวิจัยยังได้สรุปกฎ ๑๐ ข้อของการเป็นกิ๊ก ไว้ดังนี้ คือ

 

           ๑. ห้ามหึงหวง แต่ห่วงกันได้

           ๒. มีอะไรกันได้ แต่ไม่ใช่ของกันและกัน

           ๓. ไม่มีสิทธิเรียกร้องมากเกินเหตุ

           ๔. กิ๊กอาจเปลี่ยนสถานะได้ แต่ถ้าไม่ได้ห้ามเศร้า

           ๕. ห้ามใช้กิ๊กร่วมกันกับเพื่อน

           ๖. ถ้ากิ๊กคิดจะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนโดยไม่ใช่เรา ห้ามฟูมฟาย
               แต่ต้องพยายามยอมรับ และยินดีด้วย ค่อยตกลงกันทีหลังว่า
               จะกิ๊กกันต่อไปหรือเปล่า

          ๗. ไม่จำเป็นต้องเทกแคร์กันเกินเหตุ เพราะเป็นแค่กิ๊ก

          ๘. กิ๊กไม่ได้จำกัดจำนวน เป็นอินฟินิตี้ ไม่จำกัดเพศ วัย และสถานภาพ
               ถ้าไม่กลัวตายเพราะเอดส์

          ๙. กิ๊กสำคัญรองจากแฟน

        ๑๐. กิ๊กยังไงก็เป็นกิ๊ก ต้องเจียมตัว พร้อมสรุปว่า
              "กิ๊กไม่ใช่ชู้ แต่ถ้าแฟนรู้ต้องเลิก"

 

ที่กล่าวมาในเบื้องต้นนี้คือปรากฏการณ์ที่หมิ่นเหม่ต่อการล่มสลายทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติเลยทีเดียว  พัฒนาการของมนุษยชาติที่มีความเป็นมาอันยาวนานด้วยการพยามเปลี่ยนแปลงตัวเองจากสัตว์ชั้นต่ำมาเป็นสัตว์ชั้นสูง  จะมาล่มสลายหรือถึงทางตันในยุคสมัยนี้จริงๆ หรือ  จากกลุ่มตัวอย่างประชากรของรายงานเชิงวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าเป็นกลุ่มประชากรที่มีการศึกษาแล้วทั้งสิ้น ซึ่งสูงกว่ามัธยมศึกษา  น่าเป็นห่วงแม้จะเป็นกลุ่มประชากรไม่มากนักก็ตาม  ผู้เขียนมองว่าปรากฏการณ์กิ๊กที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งเลวร้าย  เพราะมันเป็นช่องทางของความล่มสลายทางวัฒนธรรมและจารีตประเพณี  เมื่อมีกิ๊กมากขึ้น  สังคมก็จะไร้ระเบียบและกฎเกณฑ์ที่ดีงามของสังคมก็จะถูกล่วงละเมิด  ก่อเกิดเป็นปมปัญหาต่าง ๆ  ตามมา  เช่น  การตบตี ทะเลาะเบาะแว้ง หึงหวง  อาฆาต  และหากค่านิยมเกี่ยวกับกิ๊กเปิดกว้าง และฟรีมากกว่านี้ การกระทำที่เกินเลย และคาดไม่ถึงอาจก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงได้ โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นวัยที่มีโอกาสพลาดพลั้งเปลืองเนื้อเปลืองตัว มีเพศสัมพันธ์สลับคู่ แลกเปลี่ยนคู่นอน ท้องขึ้นมาก็ต้องทำแท้ง ตามคอนเซ็ปต์ "ทุ่มเท ทิ่มแทง ทำแท้ง ทอดทิ้ง"สุดท้ายก็คือความตาย (นสพ. มติชน ฉบับวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๔๗)

            เมื่อวิเคราะห์กฎทั้ง ๑๐ ข้อโดยภาพรวมแล้ว  จะเห็นได้ว่ากิ๊กเป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งของคนที่แสดงออกเช่นเดียวกับสัตว์เดียรัจฉานทั่วไปที่มีแรงปรารถนาในเรื่องของอารมณ์บวกกับกาม  และเป็นสัญชาตญาณดิบของสัตว์ที่มีแต่ความเห็นแก่ตัวที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาในด้านจริยธรรมที่ศาสนาทุกศาสนาต่างก็ปฏิเสธ โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาที่มุ่งสอนสัตว์ให้เป็นคนและสอนคนให้เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐหรือสมบูรณ์แบบ  ดังจะเห็นได้จากหลักคำสอนที่มุ่งเน้นให้สถาบันครอบครัวมีความซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นน้ำใจของคู่ครองด้วยการประพฤตินอกใจ  มั่วและมัวเมาในกามารมณ์  มากล้นไปด้วยกิเลสตัณหาที่ฉาบทาด้วยกลิ่นคาวของความละโมบและกระสัน  แม้จริยธรรมพื้นฐานคือศีล ๕ ในข้อกาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติธรรมคือความซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของตน)  ก็ล่วงละเมิด  ไม่ใยดีเพราะมัวลุ่มหลงกับค่านิยมผิดๆ  ที่มีหลักการให้ตามและสนองตอบต่อความรู้สึกและอยากไม่รู้จบของสังคมบริโภค

          จะเห็นได้ว่าพัฒนาการของกิ๊กที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกฎข้อสองที่บอกว่ามีอะไรกันได้แต่ไม่ใช่ของกันและกันนั้น  เป็นกฎที่ส่งเสริมความเห็นแก่ตัวของคนให้เป็นสัตว์เด่นชัดขึ้นมาก  ท้าทายต่อข้อบัญญัติทางศาสนา  ไม่พอใจหรือเพราะเงื่อนไขอื่นใดก็ตามสามารถบอกเลิกได้  ไม่มีความผูกพันลึกซึ้งที่ต้องรับผิดชอบ เมื่อชอบใจคนใหม่ก็ไปกิ๊กต่อ  เพราะกฎข้อแปดบอกว่ามีกิ๊กได้ไม่จำกัดจำนวน  ข้อนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเป็นพฤติกรรมของสัตว์เดียรัจฉาน  เพราะมีกิ๊กไม่ได้จำกัดจำนวน เป็นอินฟินิตี้ ไม่จำกัดเพศ วัย และสถานภาพ ละเลยความสัมพันธ์อันดีในสถาบันครอบครัวไม่สามารถกำหนดขอบเขตหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวได้  กิ๊กจึงกลายเป็นนิยามรักของวัยเรียนวัยรักในยุคนี้และแพร่กระจายไปในคนทุกระดับชั้นตั้งแต่โลโซ ไปจนถึง ไฮโซ  เพราะกิ๊กคือสีสันของชีวิตและให้ความซาบซ่าส์กับชีวิตได้ในยามเหงาและเดียวดาย

 

 เพราะความเหงา หรือพยายามทำตัวให้เหงาได้กลายเป็นความทุกข์ ที่มีอยู่อย่างมากล้นในสังคมปัจจุบัน ประกอบกับความเป็นอยู่ที่เหินห่างจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม รวมถึงศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม  จึงทำให้ชีวิตของผู้คนคับแค้นขัดข้องใจ  วิตกกังวล  ดิ้นรนตะเกียกตะกายเพื่อหาเงินทองและชื่อเสียงกัน  หรือไม่ก็เสพสุขอย่างเสเพลจนไร้ขอบเขต  แต่ถ้าถามกันจริงๆ   ผู้คนเหล่านั้นต่างก็ยังสงสัยในคุณค่าของการดำรงชีวิตอยู่อย่างแท้จริง  และต่างก็สัมผัสกับความรู้สึกที่ไร้สาระของชีวิต  สังคมปัจจุบันจึงเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความต่ำทรามทางศีลธรรม อบายมุขทุกรูปแบบซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมและกระตุ้นเร้าในการแสวงหาและเสพเสวยกันมากขึ้น   หนทางที่ง่ายที่สุดที่คนเราจะหนีหรือหลีกเลี่ยงจากความทุกข์ในรูปแบบต่างๆ  ที่บังเอิญได้ผ่านเข้ามาในชีวิตอันเป็นการหลบหนีจากการเผชิญหน้ากับคำถามที่สำคัญและท้าทายที่สุดของชีวิต คือการได้เข้าไปอยู่ในโลกของมายาในระดับต่างๆ  กัน  ตั้งแต่ สุรายาเมานานาชนิด  การพนันทุกอย่าง  รวมถึงความบันเทิงหลากรูปแบบที่ไม่สามารถกำหนดขอบเขตและลิมิตของความบันเทิงได้   เหล่านี้ล้วนเป็นชนวนหรือช่องทางให้คนในสังคมได้เริ่มต้นกิ๊กกันนั้นเอง  ห่างเหินและไม่มีความสัมพันธ์อันดีในสถาบันครอบครัว  พ่อบ้านเริ่มปันใจ  นานๆ ไปกลายเป็นละเมิดศีลข้อ ๓ ประพฤตินอกใจภรรยาจากกิ๊กกลายเป็นมีเมียน้อย (เมียหลายคน)  แม่บ้านก็น้อยใจจึงประชดประชันด้วยการออกเที่ยวและคบเพื่อนที่รู้ใจคนใหม่  จากกิ๊กกลายเป็นชู้ ละเมิดศีลข้อ ๓ หรือข้อห้ามอื่นๆ สังคมตราหน้าว่าเป็นหญิงเลวมากชู้หลายผัว  ลูกๆ ก็ขาดความอบอุ่นจึงเริ่มหันเหและให้ความไว้วางใจเพื่อนนอกบ้านมากกว่าสมาชิกในครอบครัว จากเพื่อนกลายเป็นกิ๊ก  จากกิ๊กกลายเป็นคู่ขา  จากคู่ขากลายเป็นความสำส่อน มั่วสุม  จึงกล่าวได้ว่าสังคมในทุกระดับชั้นเป็นสังคมที่เปาะบาง ง่ายต่อการแตกสลาย  คลอนแคลนมากขึ้น  องค์ประกอบของครอบครัวก็ไม่สมบูรณ์พร้อม  พ่อที่เป็นเสาหลักก็ขาดการทำหน้าที่พ่อที่ดี  แม่ก็ไม่ได้รับผิดชอบในกิจที่แม่จะพึงทำต่อครอบครัว  ลูกก็ไม่เข้าใจบทบาทของตน  เพราะขาดการอบรมสั่งสอนในแง่ของศีลธรรม  ต่างคนต่างเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพของตน  คำว่ากิ๊กจึงเดินเข้ามาในชีวิตของคนในสังคมได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

 

             ผู้เขียนได้พยามทำความเข้าใจนิยามหรือความหมายของครอบครัวตามแนวทางของความเป็นจริง  โดยมีสมมติฐานจากรากศัพท์ซึ่งในภาษาอังกฤษตรงกับคำว่า  "FAMILY"  ดังนี้

พ่อ    มาจาก          F  = FATHER

และ    มาจาก         A  = AND

แม่     มาจาก         M = MOTHER

ตั้งเป้าหมาย มาจาก I =  INTENTION or  INMOST (อันแท้จริง)

ความรัก  มาจาก     L = LOVE

ลูก          มาจาก    Y = YOUNG

เมื่อเอาความหมายของคำแต่ละคำมารวมกันแล้วสรุปเป็นนิยามใหม่ ก็คือ "พ่อและแม่ตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างชีวิตร่วมกันเพื่อคนที่รักยิ่งกว่าชีวิตคือลูก ด้วยการดำเนินไปบนพื้นฐานแห่งความรัก  ซึ่งก็คือครอบครัวที่อบอุ่นนั้นเอง" 

ถ้าหากคนในสังคมมีหลักการหรือมีฐานของชีวิตอย่างนี้แล้ว  ไม่เห็นแก่จนตัวเกินไป ต่างฝ่ายต่างเอื้ออาทรต่อกัน  ไม่ใช้อารมณ์ความรุนแรง  มีเหตุมีผล  รับฟังกันได้  ครอบครัวมีความมั่นคงเข้มแข็ง  เป็นภูมิคุ้มกันหรือปิดช่องทางไม่เปิดโอกาสให้อาการกิ๊กเกิดขึ้นหรือเฉียดเข้ามาในชีวิตของสมาชิกในครอบครัวได้เลย 

เพื่อย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ดีของสถาบันครอบครัว  ผู้เขียนใคร่ขอเสนอหลักการของพระพุทธศาสนาที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของครอบครัว  คือ การมีความรับผิดชอบกับชีวิตที่เกี่ยวข้อง  มีความสัมพันธ์อันดีงามร่วมกันภายในครอบครัว 

เพื่อที่จะทำให้คู่สมรสมีชีวิตที่สอดคล้องกลมกลืนซึ่งกันและกัน  เป็นพื้นฐานอันมั่นคงที่จะทำให้อยู่ครองรักกันได้ยืดยาว คือ  การมีศรัทธาสมกัน  เคารพนับถือในลัทธิศาสนาหรือสิ่งเคารพบูชาและหลักการต่างๆ  ตลอดจนแนวความสนใจอย่างเดียวกัน  หนักแน่นเสมอกัน และยอมกันได้มีศีลสมกัน ประพฤติตามจารีตประเพณีและวัฒนธรรมอันเดียวกัน  ปฏิบัติตามข้อห้ามและกฎเกณฑ์ของสังคมได้เสมอกัน  มีพื้นฐานการอบรมเหมาะสมสอดคล้องกัน  มีจาคะสมกัน  มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  เสียสละแบ่งปัน  ความพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูล  พอกลมกลืนกันได้   มีปัญญาสมกัน รู้เหตุรู้ผลเข้าใจกันและรับฟังกันได้ด้วยการดำเนินไปอย่างที่สามีพึงปฏิบัติต่อภรรยา  คือ  รู้จักยกย่องให้เกียรติสมฐานะที่เป็นภรรยา  ไม่ดูหมิ่นดูแคลน  ไม่นอกใจ  มอบความเป็นใหญ่ในบ้านให้  หาเครื่องแต่งตัวให้เป็นของขวัญตามโอกาสอันควร(ที.ปา ๑๑/๒๐๑/๒๐๔)

          และภรรยาพึงอนุเคราะห์สามี  โดยการจัดงานบ้านให้เรียบร้อย สงเคราะห์ญาติทั้งสองฝ่ายด้วยดี  ไม่นอกใจ  รักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้ร่วมกัน  ขยันช่างจัดช่างทำเอางานทุกอย่าง (ที.ปา ๑๑/๒๐๑/๒๐๔)

      นอกจากนี้ พระพุทธศาสนายังมีหลักการของบิดามารดาที่จะพึงอนุเคราะห์บุตรธิดาตามหลักปฏิบัติต่อไปนี้  คือ  ห้ามปราม ป้องกันจากความชั่ว  ดูแลฝึกอบรมให้ตั้งอยู่ในความดี  ส่งเสริมให้ได้ศึกษาศิลปะวิทยาการสามารถเลี้ยงชีวิตได้  เป็นธุระในเรื่องที่จะมีคู่ครองที่สมควร  และมอบทรัพย์สมบัติให้เมื่อถึงโอกาส(ที.ปา ๑๑/๑๙๘/๒๐๒)

 ในฐานะที่เป็นบุตรธิดา  พึงเคารพบิดามารดา  ดังหลักที่พึงปฏิบัติดังนี้  ท่านเลี้ยงเรามาแล้วเลี้ยงท่านตอบแทน  ช่วยทำกิจธุระของครอบครัว  ดำรงวงศ์สกุลให้มั่นคง  ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาทที่จะรับทรัพย์มรดก  เมื่อท่านล่วงลับไปทำบุญอุทิศให้ท่าน(ที.ปา ๑๑/๑๙๙/๒๐๒)

 

ที่มา 

http://www.src.ac.th/web/index2.php?option=content&task=view&id=71&pop=1&page=2