ติวเข้มรัฐบาลยิงลักษณ์ 1 สอบให้ผ่านงานด้านครอบครัว

 
       
       วันนี้ (2 ก.ย.) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายเครือข่ายครอบครัวจัดเสวนา “ติวเข้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 สอบให้ผ่านงานด้านครอบครัว” โดยมีรศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.จิตตินันท์ เดชะคุปต์อุปนายกสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย พญ.พรรณพิมล วิปุลากร เลขาธิการสมาคมครอบครัวศึกษาฯ และเครือข่ายที่ทำงานด้านครอบครัวต่าง ๆ ร่วมสะท้อนความคิดเห็น
       
       โดย ธนากร คมกฤส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาเครือข่ายครอบครัว มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ได้รายงานสถานการณ์ของครอบครัวไทยที่สำคัญพบว่า ครอบครัวไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมากทั้งรูปแบบ วิถีชีวิต รวมไปถึงการทำหน้าที่ของพ่อแม่ยังบกพร่องอยู่มาก เช่น ขาดทักษะความรู้ และไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูก ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก อีกทั้งครอบครัวไทยยุคใหม่อยู่อย่างโดดเดี่ยว และอ่อนแอมากขึ้น
       
       ทั้งนี้ พญ.พรรพิมล วิปุลากร เลขาธิการสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย และจิตแพทย์ เสนอว่า การทำงานของรัฐบาลในด้านครอบครัว ควรคำนึงว่านโยบายที่สำคัญส่งผลอย่างไรกับครอบครัวในด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านการสร้างสังคมที่เป็นธรรรม การทำงานที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิต สิ่งบริการที่จำเป็น และการสนับสนุนการใช้ชีวิตในครอบครัว เหล่านี้ต้องให้ความสำคัญทุกกลุ่มครอบครัว
       
       “ครอบครัวไม่ได้มีศักยภาพเท่ากันหมด บางครอบครัวอาจมีข้อจำกัดในบางเรื่อง ซึ่งรัฐบาลต้องทำการบ้าน และให้ความเป็นธรรมอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ควรลงไปดูถึงรายได้ในการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ และมาตรการสำหรับคุณภาพชีวิตการทำงานของพ่อแม่ อย่างบางประเทศมีกฎหมายแรงงานมารองรับสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งช่วยให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” เลขาธิการสมาคมฯ เสนอ
       
       ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากนโยบายส่วนใหญ่เน้นสร้างความปรองดอง ปัญหาปากท้อง สถานการณ์ยาเสพติด การศึกษา และทำได้จริงภายใน 1 ปี จะส่งผลดีต่อระบบครอบครัวไทย ทำให้ความมั่นคงในครอบครัวดีขึ้น ไม่เกิดการทะเลาะกันเองในครอบครัว ไม่มีเรื่องสีเสื้อเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี จากการได้ดูแถลงการณ์เร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้ มีความกังวลมาก เนื่องจากไม่มีการพูดถึงเรื่องของครอบครัว ทั้งที่เป้าหมายความสำเร็จในการแก้ปัญหาของประเทศต้องทำคู่ขนานกับระบบครอบครัว ซึ่งต้องดูว่าครอบครัวมีความสุขจริงหรือไม่ เช่น มีเวลาดูแลบุตรหลานไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
       
       “การที่รัฐบาลไปเพิ่มรายได้ หรือเน้นนโยบายส่วนอื่น ๆ โดยไม่นำเรื่องครอบครัวมาเป็นนโยบายเร่งด่วน เพราะจากบทเรียนที่ผ่านมาจะเห็นว่าครอบครัวไทยเป็นสถาบันที่อ่อนแอ และบอบบางมาก ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมจะส่งผลกระทบโดยตรงมายังครอบครัวทั้งสิ้น ดังนั้นจึงอยากให้เร่งผลักดันนโยบายด้านครอบครัวให้มีความชัดเจน โดดเด่นและยั่งยืน ซึ่งจะสามารถเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จและความล้มเหลวของรัฐบาลได้” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเผย
       
       นอกจากนี้ รศ.ดร.สมพงษ์ เสนอเพิ่มเติมว่า การบริหารจัดการของรัฐบาลควรทำให้การทุกฝ่ายเกิดการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และถ้าเป็นไปได้น่าจะมีการติดตามและประเมินผลในทุกๆ 3 เดือน เพื่อสร้างความตื่นตัว และเห็นความคืบหน้าไปในทางที่ชัดเจนมากขึ้น
       
       ขณะที่ รศ.ดร.จิตตินันท์ เดชะคุปต์ อุปนายกสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องเน้นไปที่การสำรวจความต้องการของประชาชน ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาในการบริหารจัดการที่ผิดทิศทาง นำงบประมาณไปใช้โดยไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง และจะกลายเป็นความสูญเปล่า
       
       “การทำงานต้องมาจากสภาพความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่ อาทิ ความต้องการสวัสดิการจะแตกต่างกัน แต่จะมีพื้นฐานความต้องของครอบครัวที่คล้ายกัน นอกจากนี้รัฐต้องสนับสนุนเรื่องการบริการขั้นพื้นฐาน สุขภาพอนามัย และการเข้าถึงบริการต่างๆ ของรัฐ ทั้งยังต้องให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส มีที่พักอาศัยตามอัตภาพ และมีสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัย” อุปนายกสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าว
 
ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์