|
ผลกระทบม็อบรุนแรงสร้างเด็กสายพันธุ์ใหม่...!! /สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน |
| โดย สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน | 21 เมษายน 2553 08:32 น. |
|
|
||
ล่าสุดนพ.สุริยเดว ทรีปาตี เพิ่งได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และรักษาการแทน รศ.ดร.สายฤดี วรกิจโภคาธร ซึ่งเกษียณอายุราชการ ได้กล่าวถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ว่าน่าเป็นห่วงยิ่งนัก เพราะผลกระทบดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อเด็กและเยาวชน
ที่ผ่านมา กลุ่มคนที่ทำงานเรื่องเด็กและเยาวชนได้พยายามเรียกร้องเรื่องการควบคุมสื่อที่มีความรุนแรงหรือความไม่เหมาะสม ด้วยการผลักดันให้เกิดการจัดเรตติ้งรายการทีวี ซึ่งในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จ แต่ขณะนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นข่าวสารที่เด็กและเยาวชนได้พบเห็นจากประสบการณ์ตรง นับเป็นความรุนแรงที่ส่งกระทบต่อจิตใจและพฤติกรรมของเด็ก
ซึ่งถือว่ายิ่งกว่าความรุนแรงที่ได้รับจากสื่อทั่วไป
“เวลาดูละคร พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะอ้างได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริงนะลูก ไม่ควรเอาแบบอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอมีสถานการณ์จริง และพบเห็นอยู่ทุกวี่วัน บางครั้งยิ่งกว่าเรียลลิตี้อีกต่างหาก แล้วถ้าภาพเหล่านี้ประทับเข้าไปในดวงจิตของเด็กล่ะ เด็กกำลังเห็นผู้ใหญ่ทำอะไรกัน คุยกันดีๆ ไม่ได้แล้ว ต้องใช้วิธีลงไม้ลงมือ”
|
|
|
ตลอดจนรวมไปถึง การใช้วาจาที่ก้าวร้าว ท้าทาย การแสดงท่าทางขาดสติ หรือการไม่เคารพกฎหมาย ใช้ความรุนแรงต่อกัน ล้วนแล้วเป็นการกระทบต่อต้นทุนชีวิตของเด็กหลายด้าน โดยเฉพาะเด็กที่มีต้นทุนชีวิตต่ำ มีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นในตนเองจะได้รับผลกระทบอย่างมาก เด็กอาจจะเกิดทัศนคติในแง่ลบต่อการดำรงชีวิตก็ได้
นพ.สุริยเดว กล่าวต่อว่า ผลกระทบดังกล่าว อาจทำให้เด็กและเยาวชนกลายเป็นเด็กสายพันธุ์ใหม่ 4 ประเภท
หนึ่ง ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ประเภทแรงมาแรงไป
สอง มองโลกในแง่ร้าย เพราะสังคมไม่ปลอดภัย ผู้คนไม่เคารพกฎกติกาของบ้านเมือง เกิดความหวาดผวาสังคม ไม่ไว้วางใจกัน คิดจับผิดเพียงอย่างเดียว
สาม เกิดความเคยชินและยอมรับเรื่องความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ คิดว่ากฎหมู่สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้ หากมีพวกมากกว่าก็สามารถเอาชนะ หรือทำสิ่งที่ต้องการได้
สี่ แล้งน้ำใจ ขาดความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ขาดความมีจิตอาสา ซึ่งจะทำให้เด็กไม่สามารถให้อภัยได้
ขณะนี้เด็กกำลังขาดแบบอย่างที่ดีของสังคม เพราะเห็นแต่ภาพความขัดแย้ง การใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา ทั้งในและนอกจอ ซึ่งหากเด็กขาดต้นทุนที่ดี และเห็นแต่ การแสดงออกที่ไม่เหมาะสม จะทำให้สังคมเกิดเด็กสายพันธุ์ใหม่ มีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ การใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา เมื่อให้ความสำคัญว่าสื่อรุนแรงมีผลต่อเด็ก การรับข่าวและสถานการณ์การเมืองก็ทำให้เกิดความรุนแรงได้เช่นเดียวกัน ซึ่งผู้ปกครองจำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
แล้ว...ควรทำอย่างไรเมื่อต้องรับสื่อและต้องอยู่กับเหตุการณ์เหล่านี้
นพ. สุริยเดว แนะนำว่า ทางออกที่ดีที่สุดขณะนี้ ต้องเริ่มต้นที่ตัวเอง เริ่มต้นจากคนเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้เวลากับตัวเอง 1 นาทีก็ได้ ในการเรียกสติกลับมา พยายามดับอารมณ์ชั่ววูบของตัวเอง และเปลี่ยนมาจับถูก อย่าเอาแต่จับผิด ต้องคิดเสมอว่าเราต้องเป็นแบบอย่างให้ลูกหลานของเรา
ประการสำคัญต้องเข้าใจถึงการรับรู้ในเด็กแต่ละวัยด้วย
ถ้าเป็นเด็กปฐมวัย เป็นช่วงที่คุณหมอแนะนำให้ปิดทีวีไปเลย เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจเหตุผล แต่เขาจะซึมซับจากสิ่งที่เห็นเข้าไปได้ง่าย อาจเกิดการเลียนแบบ และซึมซับติดตัวไปได้ ทางที่ดีชวนลูกทำกิจกรรมอื่นไปเลย
แต่ถ้าเป็นเด็กวัยประถมเป็นต้นไป พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถคุยกับเขาได้ ถามลูกก็ได้ว่าลูกคิดอย่างไร เพราะลูกเริ่มเข้าใจเหตุผลง่ายๆ ได้ตามวัยของเขา อาจจะยกตัวอย่างสถานการณ์ให้ลูกตอบ หรือแสดงความคิดเห็นด้วยก็ได้ ว่าถ้าลูกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ลูกจะทำอย่างไร
พอลูกเข้าสู่วัยรุ่น ก็ใช้วิธีเดียวกับเด็กวัยประถมนั่นแหละ เพียงแต่ลูกสามารถรับรู้และเข้าใจเหตุผลที่ซับซ้อนได้มากขึ้น จำเป็นที่พ่อแม่ต้องอธิบาย และพูดคุยกับลูก ควรปล่อยให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งเท่ากับเป็นการสอนเรื่องต้นทุนชีวิตทางด้านประชาธิปไตย ซึ่งมี 3 ข้อ ได้แก่
ข้อแรก การสอนให้ลูกกล้าคิด กล้าปฏิเสธ
ข้อสอง ความเท่าเทียมในสังคม
ข้อสาม การสามารถปรับตัวได้กับสังคมที่หลากหลาย
ทั้ง 3 ข้อเป็นการสร้างต้นทุนชีวิตในเรื่องประชาธิปไตยตั้งแต่เล็ก
ในขณะที่สังคมไทย พ่อแม่มีสไตล์การเลี้ยงลูกในเรื่องดังกล่าวอยู่ 3 แบบ
ประเภทแรก พ่อแม่เผด็จการ เรียกว่าลูกต้องเชื่อฟังพ่อแม่เท่านั้น พ่อแม่คิดเห็นหรือเชื่ออย่างไร ลูกก็ต้องเดินตาม และเชื่อฟังเท่านั้น
ประเภทสอง พ่อแม่ที่ปล่อยปละละเลย ไม่มีกฎกติกา ลูกอยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร ก็ไม่เคยเป็นปัญหา ไม่ว่าเรื่องนั้นจะถูกหรือจะผิดก็ปล่อยไปตามยถากรรม
ประเภทที่สาม พ่อแม่ที่สร้างครอบครัวประชาธิปไตย เป็นครอบครัวในฝันที่เคารพความคิดเห็นของสมาชิกในครอบครัว แม้ลูกเป็นเด็ก ก็รับฟัง และสามารถแสดงความคิดเห็นได้เช่นกัน แต่พ่อแม่ประเภทนี้ก็หาไม่ง่าย
จึงเป็นเรื่องที่อยากรณรงค์ให้พ่อแม่ ผู้ปกครองเห็นความสำคัญในเรื่องการสร้างต้นทุนชีวิตเรื่องประชาธิปไตยให้ลูกตั้งแต่เล็ก
ลองสำรวจดูว่าคุณเป็นพ่อแม่สไตล์ไหน และก็ขึ้นอยู่กับเราว่าอยากให้ลูกของเราเป็นเด็กสายพันธุ์ใหม่หรือไม่..!!!
ที่มา: manager online
แสดงความคิดเห็น