สสส. สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว จัดงานเสวนา “บทเรียนครอบครัวไทยในวิกฤตน้ำท่วม : เตรียมกาย-ใจหัวเราะร่า รับมือปี 555”

ทัศนีย์ ประกอบบุญ ข่าว 

 
เครือข่ายครอบครัวจัดเสวนา สรุปบทเรียนจากภาวะวิกฤติน้ำท่วม   พบคุณค่าความสัมพันธ์ในครอบครัวและการมีส่วนร่วมของชุมชน ช่วยในการเตรียมความพร้อมในการรับมือ รวมถึงการฟื้นฟูจากภาวะภัยพิบัติได้  พร้อมหวังให้รัฐทำงานเป็นระบบ  โปร่งใส  ไม่โกหก  
 
               เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2554   ณ  ลานกิจกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย   ร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว  จัดงานเสวนา “บทเรียนครอบครัวไทยในวิกฤตน้ำท่วม   : เตรียมกาย - ใจหัวเราะร่า รับมือปี 555”     โดยนายธนากร  คมกฤส  ผู้อำนวยการงานพัฒนานวัตกรรม สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย  ได้นำเสนอผลการสำรวจ family poll   จาก 387 ครอบครัว ในพื้นที่ 4 จังหวัด  ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่น้ำท่วมหนัก     โดยผู้ตอบส่วนใหญ่ระบุว่า ครอบครัวของตนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้  67.7%  ได้รับผลกระทบด้านที่อยู่อาศัยและทรัพย์สิน 14.0%   สูญเสียรายได้ 5.9%   ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ   ที่ร้ายแรงสุด   คือสูญเสียชีวิตสมาชิกในครอบครัว  และจำนวนหนึ่งระบุว่าสัมพันธภาพในครอบครัวสูญเสียไป       โดย 35.1%  ต้องอพยพครอบครัวไปอยู่ที่อื่น     24.3% แยกกันอยู่โดยอพยพครอบครัวไปบางส่วน     อีก 23.3% อยู่สู้ฟัดด้วยกันทั้งครอบครัว   และ 5.7 %    ที่โดนน้ำท่วมเต็มๆ จนถึงขั้นอยู่ไม่ได้ต้องไปอาศัยศูนย์พักพิง  ขณะที่อีก 7.2% ไม่โดนน้ำท่วมแต่ลุ้นจนเครียด   
              
                นายธนากร  ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า  “ทั้งๆที่ครอบครัวส่วนใหญ่เตรียมการรับมือกับน้ำล่วงหน้าทุกอย่าง    โดยการยกของขึ้นที่สูง วางกระสอบทรายและอุดทางน้ำ ย้ายปลั๊กไฟ เก็บเอกสารสำคัญ เก็บของมีค่า และนำรถไปจอดที่สูง ซึ่งล้วนเป็นการปฏิบัติตามแบบแผนที่เผยแพร่กันอยู่ทั่วไป   แต่ก็ยังเห็นว่าความรู้เพียงแค่นี้ไม่เพียงพอ        ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการนำเอาบทเรียนจากภาวะวิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา   มาสร้างการเรียนรู้เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ได้อีก   ทั้งการเตรียมความพร้อม  และการวางแผนเรื่องของการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย   ซึ่งคำตอบจากแบบสอบถามส่วนหนึ่ง มองว่าศักยภาพของครอบครัวและชุมชนมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับภัยพิบัติ  ”
 
               ด้านนางสมร แก้วเขียว  ชาวบ้านชุมชนผาไทผาเมือง จังหวัดปทุมธานี  กล่าวว่า “เห็นข่าวน้ำเหนือมา ก็แน่ใจว่าบ้านเราไม่รอด  พยายามยกทุกอย่างให้พ้น แต่น้ำก็ท่วมบ้านจนได้  สุดท้ายก็ต้องแช่น้ำ      หน่วยงานรัฐก็ไม่เข้ามาช่วยเหลือ   เราจึงอยู่กันแบบพึ่งตนเอง ดูแลช่วยเหลือกันเองในชุมชน      ซึ่งในช่วงที่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา   ทำให้เรารู้ว่าหากมีการเตรียมตัวที่ดีจะมีส่วนช่วยได้มาก   ทุกอย่างต้องเตรียมการไม่ใช่จะรอให้น้ำมา   และทางที่ดีที่สุดก็คือ การปรับความคิดตัวเองใหม่  ไม่มองว่ามันแย่ไปเสียทั้งหมด และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”  

 
               ด้านนางเกณิกา   พงษ์วิรัช  เครือข่ายครอบครัวโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา  กล่าวว่า นอกจากการเตรียมความพร้อมของทุกคนในครอบครัว ที่ต้องมีความเข้าใจ ความรัก และพลังช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ทั้งการติดตามข้อมูล เพื่อประเมิน  จัดเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของทุกคนในครอบครัวล่วงหน้า เ ช่น หากข้อมูลแจ้งน้ำอาจท่วมนาน 1 เดือน   ก็ต้องเตรียมเผื่อไว้ถึง 2 เดือน แล้ว    การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนก็เป็นพลังที่สำคัญ  เพราะจากภาวะวิกฤติน้ำท่วมหนักครั้งนี้ เพื่อนบ้านหลายครอบครัวได้รับความเสียหายหนักไร้ซึ่งที่อยู่อาศัย   แต่ด้วยความช่วยเหลือ ของผอ.โรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา  ที่ตัดสินใจเปิดศูนย์พักพิง  เสียสละทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อให้ชาวบ้านหลายครอบครัวได้มีที่กินอยู่หลับนอน   และอยู่ช่วยเหลือดูแลกันเหมือนญาติพี่น้อง จึงเกิดพลังที่ทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกันได้
 
               ขณะที่นางสาวประวีณมัย   บ่ายคล้อย พิธีกรและผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ กล่าวว่า  “ การเตรียมตัวของแต่ละบ้านสิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้รับ  โดยเฉพาะข้อมูลจากหน่วยงานรัฐที่เป็นคนดูแลจัดการปัญหา   แต่หลายบ้านบอกตรงกันว่า ได้ข้อมูลไม่ชัดเจน  ทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาด  เลยเกิดความโกลาหล   เหมือนกับว่าเราไม่ได้วางแผนเอาไว้ก่อน  ทั้งที่จริงทุกบ้านมีการเตรียมตัวประมาณหนึ่งแล้ว    ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงควรติดตามข้อมูลให้หลากหลายช่องทาง   ทั้งในสื่อแขนงต่างๆ   รวมถึงข้อมูลจากSocial network  ซึ่งจากภาวะวิกฤติที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีความแข็งแรงมาก  และเป็นพลังมหาศาล  โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาข้อมูลจากรัฐ      ครอบครัวของสื่อมวลชนบางคนนั้น  ก็ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมไม่แตกต่างจากครอบครัวอื่นๆ  แต่ด้วยการมองเห็นถึงความสำคัญของคำว่า ครอบครัว  ของสถานี  ที่คอยให้ความช่วยเหลือ เปิดศูนย์พักพิง ดูแลครอบครัวของคนทำงาน   ทำให้มีแรงและกำลังในการทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นต่อ   จึงอยากให้ทุกองค์กร มองเห็นความสำคัญของทุกครอบครัว 
   
               ทั้งนี้ แพทย์หญิงพรรณพิมล  วิปุลากร  เลขาธิการสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประทศไทย กล่าวว่า “สิ่งที่อยากฝากทุกครอบครัวคือ   เราไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลือจากใคร  เราสามารถสร้างบทเรียนของตัวเองได้ในเรื่องการรับมือกับภัยพิบัติในบริบทของพื้นที่ของตน   ครอบครัวต้องมีการเตรียมพร้อมรอบด้าน  ต้องมีแผน1 แผน2  แผน3    ที่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่รุนแรง   แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ ความพอดีในการดูแลตัวเองและการอยู่ร่วมกัน  เพราะ ในขณะที่เราปิดกั้นทุกทางเพื่อไม่ให้น้ำเข้าบ้าน  แต่กลับไปเบียดเบียนครอบครัวอื่นให้ต้องแบกรับและเผชิญกับน้ำท่วม  สุดท้ายแล้ว  เราก็คงไม่รอด   ควรตัดสินใจบนฐานคิดที่หากครอบครัวอื่นๆรอด  เราก็รอดด้วย    “จะเห็นว่าความร่วมไม้ร่วมมือเป็นบทเรียนสำคัญ   ทั้งความร่วมมือของสมาชิกในชุมชน  หรือความร่วมมือของสมาชิกที่ทำงานในองค์กรเดียวกัน   ในครั้งนี้เราได้พบว่าทรัพยากรดีๆหลายอย่างมีอยู่แล้วในชุมชนหรือองค์กรของเรา  ซึ่งหากมีบรรยากาศของการคิดตัดสินใจบนฐานความรู้สึกว่า เราคือพวกเดียวกัน ครอบครัวเดียวกัน  เราจะคิดและตัดสินใจในมิติที่ใหญ่กว่า  และเชื่อได้ว่าเราจะรอดไปด้วยกันได้”    และสุดท้ายคือแผนฟื้นฟู  จะเห็นว่าตอนนี้ครอบครัวได้รับผลกระทบมากลูกต้องเรียนเยอะขึ้น  พ่อแม่ก็ต้องทำงานมากขึ้น  คงต้องมีการจัดการที่ดีภายในครอบครัว   ซึ่งตรงนี้หากมีชุมชนจะช่วยได้มาก เพราะหลายครอบครัวอาจฟื้นฟูด้วยตัวเองได้ยาก”
 
                 “และอยากฝากรัฐบาลให้เห็นความสำคัญของการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน   จริงๆตอนนี้เป็นโอกาสที่จะชวนกันทำแผนที่ชุมชน เพื่อเป็นฐานข้อมูลการตัดสินใจในครั้งต่อไป  ซึ่งจะช่วยลดวามขัดแย้งระหว่างกันตามมา  ไม่ใช่ต่างคนต่างป้องกันตนเองแต่ผลักภาระไปสู่คนอื่น    การจัดการเป็นเรื่องสำคัญ หากมีการมีส่วนร่วมจะทำให้การจัดการโดยภาพรวมดีขึ้นทุกระดับ    ที่ถูกแผนหลักของการรับมือภัยพิบัติต้องเป็นแผนระดับท้องถิ่น   ไม่ใช่แผนระดับชาติ   ซึ่งควรเป็นแผนเชิงโครงข่าย และรัฐคอยสนับสนุนความต้องการให้พื้นที่   ซึ่งบทเรียนจากหลายพื้นที่พบว่าที่ประสบปัญหาหนัก เป็นเพราะระบบการจัดการของแผนระดับชาติ”