จากหลักฐานการวิจัยในปัจจุบันชี้ว่า โทรทัศน์มีทั้งผลดีและผลเสียต่อเด็ก การเลือกรายการที่ดี เหมาะสมตามวัย จะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมสังคมและพัฒนาการด้านภาษาของเด็ก ในขณะเดียวกันหากเลือกรายการไม่เหมาะสม จะเกิดผลลบต่อความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง
เด็กดูโทรทัศน์มากกว่าทำอย่างอื่น หลายผลสำรวจชี้ชัดว่า เวลาว่างของเด็กถูกใช้ในการดูทีวีประมาณ 3-5 ชั่วโมงต่อวัน และเกือบ 6 ชั่วโมงในวันเสาร์อาทิตย์ (อ้างอิง : เอแบคโพลล์ “ผลกระทบจากสื่อโทรทัศน์ต่อเด็ก” 2546)
รายการที่เด็กดูคือละครโทรทัศน์ ซึ่งเด็กวัยเรียนและวัยรุ่นส่วนใหญ่ใช้เวลาว่างไปกับการดูโทรทัศน์ เพื่อการบันเทิงมากกว่าหาความรู้ (งานวิจัยของแพทย์หญิงจันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ)
โทรทัศน์ส่วนใหญ่มีอะไรให้เด็กดู
- โฆษณา ในระหว่างการดูโทรทัศน์พบว่าคลื่นสมองจะเป็นคลื่นแอลฟา สมองที่ทำงานในด้านการรับรู้นิ่งเฉย ไม่ได้ใช้ความคิด สมองจะเปิดรับข้อมูลซึ่งเป็นความต้องการของธุรกิจโฆษณาอยู่แล้ว ในอเมริกาเฉลี่ยการได้ดูโฆษณาของเด็กจะอยู่ที่ปีละ 40,000ครั้ง ซึ่งโฆษณามักเดินเรื่องสนุกสนานหลังจากดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า เด็กจะจดจำเพลง คำโฆษณา หรือชื่อสินค้า หนังในโฆษณาจะทำให้เด็กเชื่อว่าถ้ามีขนมหรือของเล่นเหมือนในทีวีแล้ว จะทำให้มีความสุขและทันสมัย ซึ่งโฆษณาจะกระตุ้นให้ซื้อสินค้าที่ไม่มีความจำเป็น (ข้อมูล www.socialseek.com )
- เซ็กส์ ทีวีฉายพฤติกรรมเรื่องเซ็กส์แบบผู้ใหญ่ให้เด็กได้เรียนรู้ แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ตามมา ฉายภาพว่าเป็นเรื่องธรรมดา สนุกสนาน ตื่นเต้น และไม่มีผลอะไร แม้แต่ในโฆษณาก็มักจะใช้เรื่องเพศเป็นจุดขาย เด็กมักอยากทำตามเพื่อแสดงว่าโตเป็นผู้ใหญ่
- ความรุนแรง การรับภาพสื่อโทรทัศน์ที่ก้าวร้าวรุนแรงส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวและต่อต้านสังคม ทำให้เด็กชาชินต่อความรุนแรงจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา โดยอาจทำให้เด็กบางคนมีความรับรู้เข้าใจที่ผิดว่า โลกที่อาศัยอยู่มีความโหดร้ายและอันตราย ซึ่งอาจเกิดปัญหากับตนเองและสังคมในอนาคต
- อคติ-ค่านิยมผิดๆ บางครั้งในละครหรือในโฆษณาก็มีทัศนคติที่ผิดๆ แฝงอยู่ ซึ่งเสมือนการปลูกฝังความคิดผิดๆ ให้เด็กๆ เช่น อคติระหว่างคนผิวขาวและผิวดำ รูปร่างอ้วนและผอม ชาวเขา-ชนบทกับคนเมือง ต้องมีของฟุ่มเฟือยจึงถือว่าทันสมัย แนวคิดเห็นแก่ตัว เป็นต้น
- สิ่งเสพติด (แอลกอฮอลล์ บุหรี่ และอื่นๆ) สิ่งที่เด็กได้ดูจะถูกซึมซับและเลียนแบบ การดูซ้ำๆ ทำให้เกิดความเคยชิน ความเชื่อ และเลียนแบบในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กที่ไม่สามารถแยกแยะและใช้เหตุผลในการตัดสินใจได้
ที่มา “เจาะจอตู้ ดูแลเด็ก” แผนงานสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.)