หอเกียรติภูมิรถไฟ

 

หอเกียรติภูมิรถไฟ
 
ชื่อสถานที่                             หอเกียรติภูมิรถไฟ
ที่ตั้ง                                        ถนนกำแพงเพชร 3 แขวงจตุจักร เจตจตุจักร กทม.
เวลาเปิด/ปิด                            เปิดเสาร์-อาทิตย์ 07.00-14.00 น.
ค่าเข้าชม                                 ไม่เก็บค่าเข้าชม
เบอร์โทรศัพท์/โทรสาร        02-243-2037, 02-517-2330
การเดินทาง                            ขึ้นจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีกำแพงเพชรแล้วเดินต่อไปประมาณ 1 กิโลเมตร / สถานีรถไฟฟ้าสถานีหมอชิต จากนั้นเดินเข้าสวนสาธารณะสวนจตุจักรจนถึงด้านหลังก็จะพบ
รถประจำทาง                         4 26 27 28 29 34 38 39 54 59 63 74 77 97 108
รถปรับอากาศ                        13 502 503 509 510 513 ปอ.พ. 2 8 5 12
เว็ปไซด์                          ไม่มี
ประวัติ/การก่อตั้ง              อาคารหลังนี้เดิมทีเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทยสร้างขึ้นเมื่อครั้งที่มีนโยบายจะใช้บริเวณนี้เป็นศูนย์กลางการรถไฟ ต่อมาการรถไฟฯ เลิกโครงการและไม่ใช้ประโยชน์จากอาคารพิพิธภัณฑ์รถไฟ ชมรม “เรารักรถไฟ” จึงขอเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ตั้งแต่ปี 2533 และใช้ชื่อสถานที่ว่า “หอเกียรติภูมิรถไฟ” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำคัญยิ่งประการหนึ่งในรัชสมัยอันยาวนานได้แก่ การพระราชทานกำเนิดการรถไฟให้เป็นการขนส่งมวลชนอย่างแรกในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ร.ศ.115 ตรงกับพุทธศักราช 2439
                                                                ชมรม “เรารักรถไฟ” เกิดขึ้นตามแนวคิดของบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความรักในสิ่งเดียวกันปรารถนาจะใช้พลังจากความรักนั้นในทางสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวมจิตสำนึกว่า พระผู้พระราชทานกำเนิดการรถไฟเป็นปูชนียบุคคลที่ต้องเทิดทูน การรถไฟที่เป็นต้นกำเนิดของยานยนต์ทั้งหลายเป็นปูชนียวัตถุ ทำให้ชมรมฯ ถือเป็นหน้าที่ต้องอนุรักษ์การรถไฟ และใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
                                                                ขณะที่คนรักรถไฟกลุ่มหนึ่งรวมตัวเข้าเป็นชมรมในปี 2530 นั้น การรถไฟในประเทศไทยเช่นเดียวกับ  ทั่วไปในโลกกำลังตกต่ำอย่างยิ่ง ด้วยผลจากสงครามโลกครั้งที่สอง และด้วยการแข่งขันจากระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ ชมรมซึ่งมีชื่อในตอนแรกว่าชมรม “อนุรักษ์ทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ ไทย-พม่า” มีความคิดที่จะช่วย อนุรักษ์ไม่แต่ทางรถไฟที่มีฉายาว่า “ทางรถไฟสายมรณะ” เพื่อให้เป็น “ทางรถไฟสายสันติภาพ” ของมวลมนุษย์   เท่านั้น จึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่ในปี 2532 เป็นชมรม “เรารักรถไฟ” เพื่ออาจปฏิบัติหน้าที่ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
                                                                ชมรม เรารักรถไฟ” ได้ประเดิมกิจกรรมเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2532 โดยขอต่อการรถไฟฯ ให้สมาชิกของชมรมฯ ได้ร่วมโดยสารไปด้วยกับการทดสอบสมรรถนะ ของรถจักรไอน้ำที่โรงงานบางกอกน้อย เพิ่งซ่อมอนุรักษ์แล้วเสร็จ ต่อมาในวันรถไฟวันที่ 26 มีนาคม 2533 ชมรมฯ ได้เสนอแนะต่อการรถไฟฯ และได้รับมอบหมายให้  จัดงานวันรถไฟขึ้นที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ หัวลำโพง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการนำขบวนรถไฟเล็กประวัติศาสตร์  “วิคตอเรีย” อายุกว่า 140 ปี จากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครไปแสดงให้คนชม ภายนอกพิพิธภัณฑ์
                                                                ชมรมฯ เห็นว่ารถจักรไอน้ำเป็นเอกลักษณ์แห่งเกียรติภูมิรถไฟ จึงได้ดำเนินการเพื่อหาข้อมูลต่างๆ  ที่เกี่ยวกับรถจักรไอน้ำให้มากที่สุด ระหว่างการสำรวจได้พบโดยบังเอิญว่า ในพงไม้ย่านรถไฟบางซื่อมีหัวจักรคันหนึ่งซุกซ่อนอยู่ เป็นรถที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นสัญลักษณ์ 60 ปีก่อน ที่จะสั่งซื้อรถจักรมาใช้พัฒนาการรถไฟให้จงได้ แม้จะมีราคาสูงยิ่ง เพราะเป็นรถจักรไอน้ำแกแรตต์ 2-8-2+2-8-2 ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สำหรับรับรถจักรที่ใช้ในรางหนึ่งเมตร ชมรมฯ ได้ขอให้การรถไฟฯ ซ่อมอนุรักษ์แล้วนำไปไว้ที่หน้าสถานีรถไฟกาญจนบุรีด้วยความหวังที่จะทำเป็น “อุทยานไอน้ำ” ต่อไป
                                                                หลังจากนั้นในวันที่ 31 มีนาคม 2533 ชมรมฯ ด้วยความร่วมมือของการรถไฟฯ ได้จัดเดินขบวนรถไฟ  ลากจูงด้วยรถจักรไอน้ำจากสถานีกรุงเทพฯ ไปจนถึงจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อทำพิธีร่วมกับทางราชการจังหวัด  กาญจนบุรี เปลี่ยนฉายาอันไม่เป็นมงคลนามของทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ไทย-พม่า เป็น “ทางรถไฟสายสันติภาพ” จากกิจกรรมที่เพิ่มทวี เพื่อให้มีโอกาสปฏิบัติกรณียกิจเพื่อส่วนรวมได้มากยิ่งขึ้น ชมรม “เรารักรถไฟ”  ได้พยายามที่จะจัดหาสถานที่ปฏิบัติกิจกรรม ได้อย่างถาวรก็พอดีมีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น  40 กว่าปีมาแล้วมีการเวนคืนที่ดินกว้างใหญ่ระหว่างทางรถไฟย่านบางซื่อกับถนนพหลโยธินเพื่อสร้าง “เมืองรถไฟ” รวมทั้งอาคารขนาดกว้าง 18 เมตร ยาว 66 เมตร สร้างอย่างแข็งแรงด้วยคอนกรีตและเหล็กสวยงามตามแบบโรงเก็บรถไฟในยุโรป เพื่อใช้เป็นที่เก็บขบวนรถไฟพระที่นั่ง และหัวรถจักรที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์การรถไฟ ให้ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์รถไฟ”
                                                                ต่อมาการรถไฟฯ ได้นำที่ดินแปลงใหญ่ประมาณ 100 ไร่ ระหว่างสนามกอล์ฟรถไฟทางตะวันตกกับถนนพหลโยธินทางตะวันออกขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระราชทานให้กทม. จัดทำเป็นสวนสาธารณะ “ปอดแห่งที่สอง” ของกรุงเทพมหานครชื่อว่า “สวนจตุจักร” ในปี 2518 ในปี 2532 การรถไฟฯ ได้นำขบวนรถไฟพระที่นั่งและหัวรถจักรประวัติศาสตร์ออกจากอาคารพิพิธภัณฑ์รถไฟหมดสิ้น และไม่มีทีท่าว่าจะใช้อาคารอันสง่างามนั้นเป็นประโยชน์อื่นใด
                                                                ชมรม เรารักรถไฟ” จึงได้ขอและได้รับอนุมัติจากการรถไฟฯ ให้ใช้อาคารพิพิธภัณฑ์รถไฟเก่าเพื่อกิจกรรมของชมรมฯ ชมรมฯ ได้เริ่มใช้ประโยชน์จากอาคารที่ว่างเปล่าด้วยการนำพระบรมฉายาลักษณ์พระปิยมหาราชผู้พระราชทานกำเนิดการรถไฟไทยที่ยืมมาจากร้านอาหาร “ขนาบน้ำ” ของคุณศิริพร วงศ์สวัสดิ์ ไปบูชาไว้ในอาคารที่ขนานนามใหม่ว่า “หอเกียรติภูมิรถไฟ” แต่ไม่มีงบประมาณที่จะดำเนินการอย่างใดต่อ
                                                                ประธานชมรม “เรารักรถไฟ” ได้เสนอแนวคิดของชมรมฯ ในหนังสือพิมพ์ “บางกอกโพสต์” มิส แจน ซี.ฟอร์ด สุภาพสตรีสูงอายุจากสมาคมรถจักรไอน้ำของอังกฤษที่มาทำธุรกิจในเมืองไทยอ่านพบเข้า จึงมอบเงิน  ให้ชมรมฯ สองหมื่นบาทและมาช่วยการตกแต่งสถานที่ด้วยตนเองทุกครั้งที่มาเมืองไทย ในเวลาเดียวกันการรถไฟฯ โดย นายเสมอ เชาว์ไว รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ ในขณะนั้นได้มอบเงิน  ช่วยเหลือ และให้ซ่อมอนุรักษ์รถจักรไอน้ำ “สูงเนิน” ที่โรงงานมักกะสันนำมาตั้งแสดงไว้เป็นรถไฟคันแรกใน “หอเกียรติภูมิรถไฟ” สวนจตุจักร
                                                                ใน วันบุรฉัตร” วันที่ 14 กันยายน 2533 หอเกียรติภูมิรถไฟก็มีสิ่งตั้งแสดง และนิทรรศการพอเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ โดยมีพลตำรวจตรี ชาติชาย อุปพงศ์ ประธานกรรมการรถไฟฯ เป็นประธานในพิธีเปิดป้าย ในชั้นแรกหอเกียรติภูมิรถไฟสวนจตุจักรเปิดให้เข้าชมได้ทุกวันเสาร์ แต่ต่อมาได้เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และชมรมฯ ได้จัดกิจกรรมอันเป็นการส่งเสริมเกียรติภูมิรถไฟอยู่เสมอ เช่น เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2533 สมาคม  ผู้ค้าอัญมณีฯ ได้ขอให้ชมรมฯ เป็นผู้ประสานงานกับการรถไฟฯ จัดเดินขบวนรถไฟพิเศษจากกรุงเทพฯ  ไปอยุธยาเพื่อนำคณะผู้ค้าอัญมณีจากประเทศญี่ปุ่นไปทัศนาจรนครหลวงเก่าของไทย
                                                                เจ้าหน้าที่ของบริษัทจัดสร้างศูนย์การค้าแห่งหนึ่งได้ติดต่อกับประธานชมรม “เรารักรถไฟ” และเล่าว่าบริษัทซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างไต้หวันกับไทยได้ซื้อที่ดินแปลงใหญ่ไว้เพื่อทำการก่อสร้างเป็นศูนย์การค้าอันใหญ่โตทันสมัย ซึ่งเป็นธุรกิจที่กำลังเฟื่องฟูในขณะนั้น ที่ดินที่กว้านซื้อไว้เป็นที่รกร้างว่างเปล่าตำบลวัดพระยาไกร อยู่ระหว่างถนนเจริญกรุงกับแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ทำการก่อสร้างกวาดล้างพื้นที่ และพบด้วยความประหลาดใจว่าในโกดังเก่ากลางที่ดิน ซึ่งไม่มีใคร  กล้ำกลายมาช้านานนั้น มีรถจักรรถไฟไอน้ำขนาดเล็กคันหนึ่งทิ้งเค้เก้อยู่ ขอให้ชมรมฯ ช่วยไปดูด้วย รถจักรไอน้ำที่ผู้เชี่ยวชาญของชมรมฯ ไปดูนั้นเป็นรถใช้ในรางกว้าง 75 เซนติเมตร หมายเลข 10089 บริษัทผู้สร้างศูนย์การค้าขอให้ชมรมฯ ช่วยซ่อมอนุรักษ์ให้เพื่อจะเอาตั้งแสดงไว้หน้าโรงแรมที่จะสร้าง    แต่โรงแรมไม่มีการสร้าง เพราะเจ้าของเลิกโครงการที่ออกจะล่าช้าเกินไป จึงขอให้ชมรมฯ นำไปแสดงไว้ที่หอเกียรติภูมิรถไฟ ได้จังหวะพอดีกับการเฉลิมฉลองร้อยปีการสร้างทางรถไฟสายแรก ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งขึ้นก็คือ หลังจากนั้นบริษัทร่วมทุนไทย-ไต้หวันก็เลิกกิจการ “10089” จึงอยู่ที่หอ เกียรติภูมิรถไฟจนกระทั่งบัดนี้
                                                                มิสเตอร์ซากูม่า ผู้เชี่ยวชาญจากชมรม “เรารักรถไฟ” ญี่ปุ่นมาดูรถจักรไอน้ำลึกลับ แล้วอุทานว่า“ดีสเมย์บี ดิ ลาสต์ สตีม โลโคโมตีฟ เอเว่อร์ บิลค์ แด็ท แฮส เนเว่อร์บีนยูสท์” และชี้แจงว่า “10089” เป็นรถจักรไอน้ำรุ่นสุดท้ายที่บริษัทเกียวซานโกเกียวในญี่ปุ่นสร้างขึ้นก่อนเลิกกิจการ เพราะหมดยุคไอน้ำเมื่อสามสิบปีก่อนและจากการถอดชิ้นส่วนออกมาตรวจโดยละเอียด พบว่าไม่มีริ้วรอยการใช้งาน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตามความต้องการของบริษัทโรงงานน้ำตาลใช้ขนอ้อยจากไร่ป้อนโรงงาน แต่พอมาถึงท่าวัดพระยาไกรก็เลิกใช้รถไฟเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ในการขนอ้อย “10089” จึงทิ้งไว้ในโกดังที่ท่าเรือ และไม่เคยใช้งานแต่อย่างใด
                                                                ในช่วงเวลาใกล้เคียงมีการเปลี่ยนแนวคิดของการเปลี่ยนพิพิธภัณฑ์รถไฟให้เป็นขุมวิชา    อาจารย์จงรัก เทศประสิทธิ์ แห่งศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการได้ไปติดต่อขออนุญาตให้นักศึกษาทางไกลของ กศน.อาศัยหอเกียรติภูมิรถไฟเป็น ที่พักพิงระหว่างมาศึกษาสายสามัญ และสายอาชีพตามหลักสูตรทุกวันอาทิตย์ เริ่มตั้งแต่ปี 2534
                                                                ชมรม “เรารักรถไฟ” มิได้เพียงอนุญาตให้นักศึกษาทางไกลกลุ่ม “รถไฟจตุจักร” พักพิงในอาคาร  หอเกียรติภูมิรถไฟเท่านั้น แต่ยังให้ความสนับสนุนในด้านการเรียนการสอน ทุกประการที่จะให้ได้ เช่น  ได้จัดให้มีอุปกรณ์การเรียนการสอนด้วยระบบ “ไฮเท็ค” ครบครันตั้งแต่วิดีโอเทป คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงระบบ   ผ่านดาวเทียมไทยคม ที่ได้รับความสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ ชมรมฯ ได้จัดอุปกรณ์และครูผู้สอนวิชาเสริมต่างๆ แก่นักศึกษา โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายประการใด รวมทั้ง  การสอนวิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้นด้วยอุปกรณ์ และเจ้าหน้าที่จากบริษัทกีรติภูมิ จำกัด ของประธานชมรม “เรารักรถไฟ”
การจัดแสดง                           จัดแสดงรถไฟในอดีตทั้งรถจักรไอน้ำและตู้รถไฟพยาบาลในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เวลาเสด็จไปต่างจังหวัด ก็จะนำรถพยาบาลติดขบวนไปด้วยเพื่อช่วยทำการรักษาแก่ประชาชนที่เสด็จไป
สภาพพื้นที่ขนาด                  อาคารขนาดใหญ่เป็นโรงเรือน
จุดเด่นของสถานที่               มีรถไฟจำนวนมากมายให้เด็กๆได้ทำความรู้จักและสร้างจินตนาการ
กิจกรรม/อุปกรณ์ที่ส่งเสริมกิจกรรมครอบครัว                  มีหัวรถจักรหลายแบบให้ได้หาความรู้ และอยู่ติดกับสวนสาธารณะสวนจตุจักรที่ร่วมรื่นทั้งครอบครัวมีกิจกรรมหลายแบบให้ทำด้วยกันได้
ข้อแนะนำ                              เตรียมร่มหรือหมวกมาด้วยเพราะแดดแรงอาจจะทำให้เกิดความเมื่อนล้าหรือเป็นหวัดแดดได้